แอร์ไม่เย็น? เปลี่ยนแอร์ใหม่ vs ติดฟิล์ม แบบไหนคุ้มกว่า?
เคยไหม? เร่งแอร์จนสุดจนค่าไฟพุ่งกระฉูด แต่ห้องก็ยังร้อนเหมือนเดิม หลายคนมักตั้งคำถามว่า “ทำไมแอร์ไม่เย็น” ทั้งที่เพิ่งล้างแอร์มา หรือเริ่มคิดว่า “แอร์ตัวเดิมน่าจะเล็กหรือเก่าเกินไป” จนเกือบจะตัดสินใจควักเงินก้อนใหญ่ซื้อแอร์ใหม่ไปซะแล้ว!!
สำรวจสาเหตุที่แท้จริงว่า ทำไมแอร์ไม่เย็น?
2 ปัจจัยหลักๆ นั่นคือ:
- ขนาดแอร์ ไม่พอดีกับห้อง : หากห้องมีกระจกเยอะหรือทิศทางรับแดดจัด (ทิศตะวันตก/ทิศใต้) แอร์ขนาดมาตรฐานที่เคยคำนวณไว้อาจ “เอาไม่อยู่” ทั้งนี้คนส่วนใหญ่มักแก้ปัญหาด้วยการเปลี่ยนแอร์ให้ตัวใหญ่ขึ้น แทนที่จะลดปริมาณความร้อนที่เข้ามาในพื้นที่อยู่อาศัย
- ความร้อนจากภายนอก (External Heat Gain) : แสงแดดที่ส่องผ่านกระจกหน้าต่างเข้ามาโดยตรงจะเปลี่ยนเป็นความร้อนสะสม ทำให้แอร์ต้องทำงานหนักตลอดเวลาเพื่อสู้กับอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้น
แนวทางการแก้ไข เมื่อ “แอร์ไม่เย็น”
1. การซื้อแอร์ใหม่ที่มีขนาดที่ใหญ่ขึ้น
เพื่อแก้ปัญหาที่ขนาดแอร์ไม่พอดีกับห้อง การเปลี่ยนขนาดแอร์เป็นวิธีที่เห็นผลเร็วที่สุด แต่ส่วนใหญ่จะมาพร้อมกับค่าใช้จ่ายที่คุณต้องแบกรับในระยะยาว โดยสิ่งที่คนมักไม่คำนึงถึงคือ :
- ต้นทุนที่สูง : โดยต้องแบกรับทั้งค่าเครื่องใหม่ และ ค่าแรงในการติดตั้ง
- ค่าไฟ : เพิ่มขึ้นแน่นอน เพราะแอร์ตัวใหญ่กินไฟมากกว่าอยู่แล้ว
- การเสื่อมสภาพ : หากห้องยังร้อนอยู่ แอร์ตัวใหม่ก็จะยังต้องทำงานที่ Load สูงสุดตลอดเวลา ทำให้อายุการใช้งานสั้นลง
BTU (British Thermal Unit) คือ หน่วยที่ใช้วัดปริมาณความร้อน โดยในระบบปรับอากาศจะใช้เพื่อบอก “ขีดความสามารถในการดึงความร้อนออกจากห้อง” ภายในระยะเวลา 1 ชั่วโมง
*ยิ่งค่า BTU สูง แอร์ตัวนั้นก็จะสามารถสร้างความเย็นให้กับห้องที่มีขนาดใหญ่หรือมีความร้อนสะสมสูงได้ดีขึ้นนั่นเอง*
ขนาดห้อง (ตร.ม.) | ห้องปกติ (BTU ที่ควรใช้) | ห้องโดนแดด/เพดานสูง (BTU ที่ควรใช้) |
| 9 – 14 ตร.ม. | 9,000 BTU | 12,000 BTU |
| 14 – 18 ตร.ม. | 12,000 BTU | 15,000 BTU |
| 18 – 24 ตร.ม. | 18,000 BTU | 21,000 BTU |
| 24 – 32 ตร.ม. | 24,000 BTU | 28,000 BTU |
ขนาดห้อง (ตร.ม.) | ห้องปกติ (BTU ที่ควรใช้) | ห้องโดนแดด (BTU ที่ควรใช้) |
| 9 – 14 ตร.ม. | 9,000 BTU | 12,000 BTU |
| 14 – 18 ตร.ม. | 12,000 BTU | 15,000 BTU |
| 18 – 24 ตร.ม. | 18,000 BTU | 21,000 BTU |
| 24 – 32 ตร.ม. | 24,000 BTU | 28,000 BTU |
2. การติดฟิล์มกรองแสงอาคาร
การติดฟิล์มกรองแสงคุณภาพสูง คือการตัดวงจร “ทำไมแอร์ไม่เย็น” ตั้งแต่ต้นทาง โดยการติดฟิล์มกรองแสง หรือ ฟิล์มติดกระจกบ้านนั้นจะช่วยในการสะท้อน / กันความร้อนตั้งแต่ต้นเหตุ:
- ลดความร้อนสะสม: ฟิล์มเซรามิกหรือฟิล์มกรองแสงอาคารสามารถสะท้อนรังสีความร้อน (Infrared) ได้สูงถึง 80-99%
- แอร์ตัดการทำงานเร็วขึ้น: เมื่อความร้อนจากแดดเข้าไม่อัปเดตในห้อง แอร์จะทำความเย็นถึงจุดที่ตั้งไว้ได้เร็วขึ้น และรักษาอุณหภูมิได้คงที่
- ถนอมเฟอร์นิเจอร์: ช่วยกันรังสี UV ที่ทำให้พื้นไม้หรือโซฟาซีดจาง
อ่านต่อ >> เจาะลึกว่าติดฟิล์มแล้วประหยัดค่าไฟได้จริงกี่บาทต่อปี
สรุปแบบไหนคุ้มค่าที่สุด?
หากกำลังเจอปัญหาว่า “ทำไมแอร์ไม่เย็น” แนะนำให้ลองพิจารณาดังนี้:
- ถ้าแอร์ยังสภาพดีแต่ห้องร้อนเพราะแดดส่อง: การ “ติดฟิล์มกรองแสง” คือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดในระยะยาว เพราะช่วยลดภาระให้แอร์ตัวเดิมทำงานน้อยลง ประหยัดค่าไฟ และราคาถูกกว่าซื้อแอร์ใหม่หลายเท่า
- ถ้าแอร์เก่าเกิน 10 ปี หรือพังแล้ว: ควรเลือกแอร์ขนาดพอดี (Inverter) พร้อมกับติดฟิล์มกรองแสง ไปด้วย เพื่อประสิทธิภาพสูงสุด
“มากกว่าแค่การติดตั้ง คือการได้รับคำแนะนำที่ถูกต้อง” มั่นใจไปกับทีม DECORISTA ที่มีประสบการณ์มากกว่า 15 ปี ที่จะกลั่นกรองทุกโซลูชันเรื่องฟิล์มอาคารมาเพื่อคุณโดยเฉพาะ
ติดต่อวัดพื้นที่ประเมินราคา
วางแผนให้มั่นใจก่อนตัดสินใจ
ประเมินราคาตามตารางฟุตจริง พร้อมเจ้าหน้าที่เข้าดูหน้างาน
พร้อมดูแลและให้คำแนะนำทุกขั้นตอน
ไอเดียการแต่งบ้าน
ด้วย "ฟิล์มอาคาร"
ชมไอเดียการตกแต่งบ้าน คอนโด ทาวน์โฮม
ด้วยฟิล์มอาคารได้อีกมากมาย