ช่วงเวลาไหนดีที่สุดสำหรับการบิวท์อินบ้าน?
คำถามโลกแตกสำหรับคนทำบ้านใหม่คือ “ช่วงเวลาไหนดีที่สุดสำหรับการบิวท์อินบ้าน?” เพราะหากวางแผนผิดลำดับ คุณอาจต้องเสียเงินแก้หน้างาน เสียเงินซ่อมเฟอร์นิเจอร์ที่บวมชื้น หรือเสียเงินจ้างบริษัททำความสะอาดซ้ำแล้วซ้ำเล่า Timeline นี้จะช่วย Control Budget ได้
1.โครงสร้างและงานระบบต้องนิ่งสนิท
ห้ามจ้างช่างบิวท์อินหากยังไม่ได้ตรวจรับบ้าน! ถ้าคุณติดตั้งตู้ติดผนังราคาแพงไปแล้ว แต่ดันมาเจอปัญหาน้ำรั่วซึมจากผนังด้านหลังตู้ทีหลัง… คุณต้องรื้อตู้ทิ้งทั้งหมดเพื่อซ่อมผนัง! นอกจากนี้ งานระบบไฟฟ้า ท่อประปา และตำแหน่งจุดติดตั้งแอร์ ต้องสรุปและเดินสายให้จบก่อน เพื่อป้องกันไม่ให้ช่างบิวท์อินเจาะไปโดนท่อ หรือสร้างตู้ไปบังทิศทางลมแอร์ มือใหม่หัดตรวจบ้าน เช็คจุดสำคัญได้ที่นี่ เทคนิคการดูแลและตรวจรับบ้าน (Home Care)
2.เผื่อระยะซ่อนม่านและช่องเซอร์วิสแอร์ (จุดบอดที่มือใหม่พลาดบ่อยที่สุด)
คนทั่วไปมักจะสั่งบิวท์อินตู้เสื้อผ้าหรือชั้นวางทีวีให้เต็มผนัง ชนเพดาน และชิดขอบหน้าต่างไปเลยเพราะรู้สึกว่าคุ้มพื้นที่ แต่นั่นคือหายนะของการแต่งบ้าน
ช่างบิวท์อินตัวจริงจะถามก่อนเลยว่า “หน้าต่างบานนี้จะติดม่านแบบไหน?” เพราะต้องเว้นระยะทำ “หลุมฝ้า” หากคุณบิวท์อินตู้ชิดขอบหน้าต่างเกินไป จะไม่มีพื้นที่เหลือให้ผ้าม่านลอนสวยๆ ทิ้งตัว ยิ่งถ้าคุณแพลนจะใช้ผ้าม่านแบบ Pet Friendly ที่เนื้อผ้ามีน้ำหนักและการทิ้งตัวเฉพาะ ก็ยิ่งต้องเผื่อพื้นที่ไม่ให้ผ้าไปเบียดกับหน้าบานตู้จนเปิดไม่ออก
ข้อควรระวัง: บริเวณใต้แอร์ ห้ามบิวท์ตู้ชนตัวแอร์เด็ดขาด ต้องเหลือระยะด้านบนและด้านล่างแอร์อย่างน้อย 15-20 ซม. เสมอ เพื่อให้ช่างแอร์สามารถเปิดฝาครอบเพื่อล้างแอร์ได้
3.หลีกเลี่ยงช่วงหน้าฝน (ช่วงเวลาปราบเซียนของงานไม้)
ความชื้นคือศัตรูของไม้ โดยเฉพาะไม้ MDF (Medium Density Fiberboard) ที่นิยมใช้ทำบิวท์อิน ทำให้บวมพองหรือขึ้นราง่าย หากเลี่ยงไม่ได้ควรใช้วัสดุกันชื้น หากเลี่ยงไม่ได้ ให้ลงทุนเพิ่มกับวัสดุ HMR (High Moisture Resistance) แทน การเปลี่ยนจากบิวท์อินกรอบหน้าต่างไม้ ไปเป็นการใช้ มู่ลี่อะลูมิเนียม หรือมู่ลี่ไม้แบบโฟมวูด (Foam Wood) ที่กันน้ำได้ 100% จะเป็นการแก้ปัญหาที่เจ็บแต่จบ และคุ้มค่าในระยะยาวกว่ามาก
4.จ้างช่างเข้าวัดหน้างาน "หลังจากเคลียร์ความเอียงของผนังแล้ว"
ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการให้ช่างเข้ามาวัดพื้นที่ คือตอนที่ผนังฉาบเรียบร้อยและปูพื้นเสร็จแล้ว ช่างบิวท์อินระดับโปรจะต้องเข้ามาเช็ก “ระดับความล้มเอียงของผนัง” ด้วยเครื่องวัดเลเซอร์ หากผนังเอียง ช่างจะต้องเตรียมไม้แผ่นเสริม (Filler) เพื่อมาปิดช่องโหว่ระหว่างตู้กับผนังให้เนียนกริบ ถ้าสั่งตัดไม้มาตามแบบเป๊ะๆ โดยไม่เช็กหน้างานจริง ตู้ของคุณจะมีรูโหว่ รอยต่อไม่สนิท และกลายเป็นแหล่งสะสมของฝุ่นและแมลงสาบในที่สุด
ควรบิวท์อินก่อนติดผ้าม่าน
ช่วงเวลาทองคือตอน “บ้านโล่ง” เพราะช่างต้องใช้พื้นที่ในการตัดไม้และพ่นสี หากขนโซฟาหรือเตียงนอนเข้ามาก่อน ฝุ่นจากการทำงานอาจไปเกาะติดเฟอร์นิเจอร์ผ้าของคุณจนเสียหายได้ โดยเฉพาะผ้าม่าน
ข้อนี้สำคัญมาก! ควรบิวท์อินให้จบ -> ทำความสะอาด Big Cleaning -> แล้วค่อยติดผ้าม่านเป็นขั้นตอนสุดท้าย
ด้านของความสะอาด : ผ้าม่านใหม่ สะอาด ไร้ฝุ่น ขี้เลื่อยไม่เกาะผ้า
พื้นที่ติดตั้ง : เว้นช่องกล่องม่าน,หลุมฝ้าได้แม่นยำ ไม่เบีดรางของผ้าม่าน
ด้านความสวยงาม : คุมโทนสีผ้าม่านให้เข้ากับตู้ได้ง่ายหากติดผ้าม่านก่อนเสี่ยงเลือกสีม่านไม่เข้ากับหน้าบานตู้
ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการทำบิวท์อินคือ หลังจากงานโครงสร้างและงานระบบเสร็จสิ้น 100% แต่ต้องทำก่อนย้ายเฟอร์นิเจอร์ลอยตัวเข้าบ้าน เพื่อป้องกันปัญหาฝุ่นและการแก้ไขงานหน้างาน กฎเหล็กของการแต่งบ้านคือ “งานฝุ่นต้องจบ ก่อนงานผ้าจะมา” ดังนั้นควรทำความสะอาดให้เรียบร้อยแล้วจึงติดตั้งผ้าม่านเป็นขั้นตอนสุดท้าย ไขข้อสงสัย? หลังซื้อบ้านควรเริ่มตกแต่งสิ่งใดก่อน (คลิก)
Tips แต่งบ้าน
ไม่ควรพลาด!
รวมเทคนิคการตกแต่งบ้าน คอนโด ให้สวย น่าอยู่ และตอบโจทย์การใช้งานจริง
ติดต่อวัดพื้นที่
ประเมินราคา
สนใจบริการ ติดตั้ง ผ้าม่าน วอลเปเปอร์ ฟิล์มอาคาร
โทรนัดวัดพื้นที่ ประเมินราคาฟรี!